วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

6 อาหาร ช่วยฟื้นฟู กล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย อย่างได้ผล


การฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้กลับมามีประสิทธิภาพ และยังเป็นการเตรียมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงสำหรับการออกกำลังกายในครั้งต่อไปได้ด้วย เพราะหากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงก็ย่อมส่งผลทำให้การออกกำลังกายในครั้งต่อไปเป็นไปอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

แถมยังมีผลให้การลดน้ำหนักไม่เป็นผลสำเร็จอีกด้วย และสำหรับวิธีการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลักๆ ก็คือการกินอาหารที่มีโปรตีนอันเต็มเปี่ยม ว่าแต่อาหารเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง วันนี้เรามีมาฝากสาวๆ กันแล้วค่ะ



1.กล้วย
โพแทสเซียมและคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในกล้วยนั้น เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยเติมเต็มคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสูญเสียในขณะที่ออกกำลังกาย และยังช่วยเติมโพแทสเซียมที่ร่างกายสูญเสียไปพร้อมกับเหงื่อได้อีกด้วย

2.บลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างมาก นอกจากนี้แล้วบลูเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและเซอร์ทูอิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยชะลอวัยให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้กลับมามีประสิทธิภาพได้เช่นเดิม

3.ข้าวโอ๊ต
อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทานข้าวโอ๊ตมีส่วนช่วยให้เรามีอายุยืนได้ถึง 9% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ทานข้าวโอ๊ต อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังเป็นอาหารที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ดี เพราะจะช่วยเติมเต็มพลังงานที่เสียไปกับการออกกำลังกายนั่นเอง

4.เมล็ดเจีย
แร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก โปรตีน และกรดอะมิโนที่จำเป็น 9 ชนิด ที่อุดมอยู่ในเมล็ดเจียนั้น ล้วนเป็นสารที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายเป็นอย่างดี ซึ่งการทานเมล็ดเจียสามารถนำมาทานคู่กับโยเกิร์ตหรือสมูทตี้ก็ได้ หรือจะทานเล่นคู่กับผลไม้สดก็น่าสนใจเช่นกัน

5.ปวยเล้ง
ในปวยเล้งอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี ซึ่งการทานน้ำปวยเล้งในปริมาณ 1 แก้ว จะเทียบได้เท่ากับการเติมโปรตีนให้ร่างกายได้ถึง 5 กรัมเลยนั่นเอง อีกทั้งปวยเล้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้พร้อมกันอีกด้วย

6.ชาเขียว
สารสกัดจากชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยควบคุมความเสียหายที่เกิดจากการออกซิเดชั่นในระหว่างการออกกำลังกาย และการดื่มสารสกัดจากชาเขียวในปริมาณ 600 มิลลิกรัมนั้น ย่อมช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

How to จัดการตัวเองในวันที่ “ตื่นสาย” ไปทำงาน

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

How to จัดการตัวเองในวันที่ “ตื่นสาย” ไปทำงาน

การนอนตื่นสาย เป็นเรื่องธรรมดาที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากเป็นวันหยุดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นวันทำงานแล้วล่ะก็…เป็นเรื่องใหญ่แน่นอน

ในเมื่อการนอนตื่นสายในวันทำงานเป็นเหตุสุดวิสัยที่คงไม่มีใครอยากให้เกิด เลยมีทริคเล็ก ๆ ในการจัดการตัวเองในวันที่คุณนอนตื่นสาย แต่ก็ต้องพยายามไปทำงานให้ทันมาฝากกัน



1. ตั้งสติก่อน
รู้อยู่ว่าการสะดุ้งเด้งสุดตัวจากเตียงราวกับฝันว่าตกตึก 7 ชั้น เพราะรู้ตัวว่าสายแล้วนั้นมันทำให้สติแตกขนาดไหน แต่การจะแก้ปัญหาภายใต้เวลาที่จำกัด สิ่งแรกที่ต้องมีคือ “สติ” เรียกสติตัวเอง แล้วพยายามจัดการความคิดตัวเองให้เร็วที่สุดว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เพื่อให้สามารถทำทุกอย่างได้ทันเวลา

2. ประเมินเวลา
ในกรณีที่ตื่นสาย เวลาทุกอย่างจะรวนไปหมดแม้ว่าจะแค่ 5-10 นาทีก็ตาม ดังนั้น การประเมินเวลา ตั้งแต่การจัดการตัวเองไปจนถึงเวลาที่ใช้เดินทาง (อย่าลืมว่าเวลาที่ออกจากบ้านเกี่ยวข้องกับสภาพจราจร) จะทำให้เรารู้ว่ายังมีโอกาสที่จะไปทันหรือไม่ ถ้ายังพอมีเวลาก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่รอดแน่ ๆ จะได้เตรียมขั้นตอนต่อไป

3. ทำกิจวัตรทุกอย่างให้เสร็จโดยเร็ว
ถ้าเป็นกิจวัตรที่จำเป็นต้องทำจริง ๆ ก็ต้องเร่งสปีดแบบความเร็วแสง ยอมออกจากบ้านแบบไม่เพอร์เฟคสักวัน (แต่อย่าถึงขั้นหน้าไม่ล้างฟันไม่แปรง) เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกหักเงินมาสาย หักเบี้ยขยัน เข้าประชุมไม่ทัน ไปเจอลูกค้าช้า เพราะจะทำให้เสียความน่าเชื่อถือ และการไม่ตรงต่อเวลา


4. ยอมจ่ายแพงกว่า
การยอมจ่ายเงินค่าเดินทางที่แพงขึ้นเพื่อให้ไปได้ทันเวลา จากที่เคยโหนรถเมล์ชิล ๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า จากที่เคยเดินได้เรื่อย ๆ ก็ต้องพึ่งพี่วินมอเตอร์ไซค์แทน อันที่จริง การถูกหักเงินอาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับใครบางคน แต่ปัญหาใหญ่ คือเรื่องของความน่าเชื่อถือ และการเป็นคนไม่รักษาเวลามากกว่า

5. โทรแจ้งเจ้านาย
ในกรณีที่ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีไหนก็ไม่สามารถจะไปได้ทัน ไม่ทันแน่ ๆ ขั้นตอนสุดท้ายคือ ให้โทรแจ้งเจ้านายว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจะไปถึงที่ทำงานสาย ถ้าเจ้านายไม่ถาม อาจไม่จำเป็นต้องบอกว่าสายเพราะตื่นสาย แต่อย่าโกหกด้วยเหตุผลอื่น มันจะบ่งบอกถึงคุณไม่มีความรับผิดชอบ

6. ตรวจสอบหาสาเหตุ
สิ่งที่ควรทำหลังจากนั้นคือตรวจสอบสาเหตุ ว่าที่ตื่นสายนี้เป็นเพราะอะไร เพราะนาฬิกาไม่ปลุก หรือปลุกแล้วไม่ได้ยิน หรือเราเหนื่อยเกินไปจนหลับลึกจนลุกไม่ไหว การตรวจหาสาเหตุก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เพราะคงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ หากต้องวิ่งหน้าตาตื่นไปทำงานแบบนี้ทุกวัน

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทำอย่างไร ให้มีความสุข ในการทำงาน

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ทำอย่างไร ให้มีความสุข ในการทำงาน

วันนี้เรามาแชร์เทคนิค ทำอย่างไร ให้มีความสุข ในการทำงาน ที่เพื่อนๆสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องพึ่งใคร ไปดูกันเลยว่าจะมีวิธีไหนบ้างนะคะ



1. ปัญหาส่วนตัวทิ้งไว้ที่บ้าน

เมื่อคุณมีเรื่องครุ่นคิดเกี่ยวกับครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ คุณจะไม่มีความสุขในการทำงานและไม่สามารถจดจ่อกับงานได้ เพราะฉะนั้น ควรทิ้งเรื่องส่วนตัวไว้ที่บ้านแล้วสนุกกับงานตรงหน้า ให้เหมือนกับทิ้งเรื่องงานไว้ที่ออฟฟิศและมีความสุขกับครอบครัวในวันหยุด แล้วคุณจะมีความสุขในทุก ๆ วันทำงานของคุณ

2.สร้างพื้นที่ผ่อนคลายส่วนตัว 

คุณใช้เวลาในที่ทำงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่าเวลานอนเสียอีก แต่ก็ไม่ใช่ว่าในขณะที่คุณทำงานจะมีแต่ความตึงเครียดเท่านั้น คุณสามารถสร้างบรรยากาศผ่อนคลายได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ เช่น ตกแต่งพื้นที่ส่วนตัวในที่ทำงานของคุณจัดโต๊ะทำงานให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ขัดต่อกฎระเบียบของบริษัท เพียงเท่านี้คุณก็มีอารมณ์ในการทำงานมากขึ้นแล้ว

3.เพื่อนคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ 

เพื่อนในที่ทำงานที่มีไลฟ์สไตล์หรือภูมิหลังคล้ายคลึงกับคุณช่วยแบ่งเบาความเครียดได้ไม่น้อยในยามที่คุณอยากระบายให้ใครสักคนฟัง แม้บางปัญหาเพื่อนแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เข้าใจ คอยรับฟังเรื่องราว และเป็นกำลังใจให้คุณเสมอ

4.กินดีสุขภาพดี 

กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่มากพอ ให้พลังงานแก่ร่างกาย เติมความสดชื่น และเพิ่มพลังความคิดในการทำงาน เมื่อสุขภาพดีก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เกิดความคิดดี ๆ ในการทำงาน ผลงานก็ออกมาดีตามไปด้วย

5.จัดระเบียบการทำงาน 

ควรจัดสรรเวลาในการทำงาน จัดระเบียบตัวเองให้ดี อย่าให้เกิดภาวะงานล้นมือ ทำไม่ทัน ก่อความเครียด และสุดท้ายผลงานออกมาไม่ดี ถ้าคุณสามารถควบคุมมันได้ คุณจะไม่รู้สึกเบื่องาน ทั้งยังมีความมั่นใจ และมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น

6.เคลื่อนไหว เดินไปมาบ้าง 

การนั่งทำงานในออฟฟิศของคนส่วนใหญ่คือการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ร่างกายจึงต้องการการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ไม่อย่างนั้นจะเคล็ด ขัด ยอก เมื่อย ปวดหลัง ปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ควรเปลี่ยนอิริยาบถให้เลือดลมเดินสะดวก ส่งเลือดขึ้นไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึงโดยเฉพาะสมอง

7.อย่าพยายามเปลี่ยนเพื่อนร่วมงาน 

จำไว้ว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ แต่คุณสามารถเปลี่ยนวิธีการตอบสนองที่คุณมีต่อพวกเขาได้ อย่าให้การกระทำของคนอื่นมีผลต่อตัวคุณ ยังมีทางออกอื่นในการแก้ไขปัญหา การหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่จะทำให้คุณไม่สบายใจ จะช่วยให้จิตใจคุณแจ่มใสขึ้น

8.ให้รางวัลตัวเอง 

การให้รางวัลตัวเองเป็นความสุขที่สร้างได้ง่ายมาก เวลาที่คุณตั้งเป้าว่าจะต้องทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ และเมื่อคุณทำได้ตามนั้นจริง ๆ ก็ควรให้รางวัลตัวเองด้วย อาจจะไปดูหนัง ช้อปปิ้ง กินข้าวกับเพื่อน เข้าสปา หรืออะไรก็ตามที่คุณชอบ การเติมความสุขให้ชีวิตส่งผลต่ออารมณ์ที่ดีในการทำงาน

9.ความสุขในการทำงานมองโลกแง่บวก 

จริง ๆ แล้วสุขหรือทุกข์ล้วนอยู่ที่มุมมองของคุณ หากคุณมองสิ่งต่าง ๆ เป็นบวกชีวิตก็จะมีความสุขและสนุกกับงานได้ไม่ยาก บอกตัวเองว่า วันนี้ฉันจะตั้งใจทำงานที่ฉันรัก ย่อมสร้างกำลังใจได้ดีกว่าพูดว่า ทุกวันก็มีแต่งานเดิม ๆ ซ้ำ ๆ น่าเบื่อ ซึ่งจะทำให้คุณยิ่งเบื่องานของคุณมากกว่าเดิม

10.กล่าวคำทักทายตอนเช้า 

จะดีแค่ไหนถ้าคุณเริ่มต้นวันด้วยการกล่าวทักทายทุกคนที่ออฟฟิศด้วยรอยยิ้ม แล้วได้รับคำทักทายพร้อมรอยยิ้มกลับมาเช่นกัน เห็นไหมว่า ความสุขเกิดขึ้นได้แม้เพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านี้เอง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เราควรใช้เวลา "อาบน้ำ แปรงฟัน สระผม" นานแค่ไหน?

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เราควรใช้เวลา "อาบน้ำ แปรงฟัน สระผม" นานแค่ไหน?


เวลาที่เหมาะสมในการอาบน้ำ

กรมควบคุมโรคของสหรัฐฯ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการอาบน้ำจะอยู่ที่ 5-10 นาที การอาบน้ำเร็วกว่า 5 นาทีไม่ได้ส่งผลเสียอะไรต่อร่างกายมากนักหากแน่ใจว่าอาบน้ำสะอาด แต่จริงๆ แล้วเวลา 5 นาที

อาจเร็วไปสำหรับการตั้งใจถูกฟอกสบู่ หรือครีมอาบน้ำเพื่อการทำความสะอาดร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า ดังนั้นอาจเสี่ยงอาบน้ำไม่สะอาด ดังนั้นหากอาบน้ำราว 5-10 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมในการทำความสะอาดร่างกายได้พอดีไม่เร็วหรือช้าเกินไป

หากอาบน้ำเกิน 10 นาที อาจส่งผลให้ผิวหนังของเราสูญเสียความชุมชื้นตามธรรมชาติจากการขัดถู หรือใช้สบู่/ครึมอาบน้ำบนผิวหนังนานเกินไป และหากใครที่มีปัญหาผื่นแพ้ที่ผิวหนัง แนะนำให้อาบน้ำด้วยน้ำอุ่น

หากรู้สึกว่าผิวแห้งตึงหลังอาบน้ำ ควรใช้โลชั่น หรือครีมทาผิวหลังอาบน้ำด้วย

เราสามารถอาบน้ำได้บ่อยเท่าที่เราต้องการ เพียงแต่การอาบน้ำบ่อยเกินไป หรือมากกว่า 4-5 ครั้งต่อวัน อาจทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นมากเกินไป และส่งผลให้ผิวแห้งได้เช่นกัน


เวลาที่เหมาะสมในการแปรงฟัน

แนะนำให้เราแปรงฟันนาน 2 นาที เพื่อให้เราใช้แปรงสีฟันในการขจัดเศษอาหาร และคราบพลัคบนผิวฟันได้อย่างทั่วถึง และสะอาดอย่างแท้จริง แต่คนส่วนใหญ่มักใช้เวลาในการแปรงฟันน้อยกว่า 2 นาที หรือเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 45 วินาทีเท่านั้น และแนะนำให้แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

แต่สามารถแปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหารได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการแปรงฟันหลังรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้ม ยำ ต้มยำ ฯลฯ เพราะกรดจากอาหารรสเปรี้ยวอาจเข้าไปทำลายผิวเคลือบฟัน และหากเราแปรงฟันในทันทีอาจเสี่ยงฟันกร่อน และเสี่ยงฟันผุในเวลาต่อมาได้


เวลาที่เหมาะสมในการสระผม

ช่างผมมืออาชีพของอเมริกาแนะนำว่า เราสามารถใช้เวลาสระผมได้นานเท่าที่เราต้องการ ให้แน่ใจว่าเราทำความสะอาดทั้งเส้นผม และหนังศีรษะได้อย่างเต็มที่ แต่แนะนำให้ใช้เวลามากกว่า 5 นาที โดยเฉพาะหากคุณมีผมยาว หรือผมหนา สามารถใช้เวลาให้นานมากขึ้นได้ และสามารถใช้แชมพูสระผมได้มากกว่า 1 ครั้ง

แต่ข้อแนะนำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คือ ควรเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพเส้นผม และหนังศีรษะของเราให้มากที่สุด และไม่ใช้น้ำอุ่นจัดในการสระผม เพราะอาจทำร้ายสุขภาพเส้นผม และหนังศีรษะ ทำให้ผม และหนังศีรษะแห้งมากกว่าปกติ จนเป็นสาเหตุของรังแค หรืออาการคัน ระคายเคืองหนังศีรษะได้ รวมไปถึงใครที่มีปัญหาหนังศีรษะแห้ง ก็ไม่ควรสระผมบ่อยเกินไปเช่นกัน

เราสามารถสระผมบ่อยเท่าที่เราต้องการใน 1 สัปดาห์ แล้วแต่วิถีชีวิตของเราว่ามีเหงื่อออกมากจากการออกกำลังกาย สวมหมวก หนังศีรษะมันง่าย ผมหนา ฯลฯ แต่ที่แนะนำสำหรับคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องหนังศีรษะจะอยู่ที่การสระผมวันเว้นวัน
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เป็นไหม อาการ ขาอยู่ไม่สุข โรคสร้างความรำคาญ

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เป็นไหม อาการ ขาอยู่ไม่สุข โรคสร้างความรำคาญ

อาการขาอยู่ไม่สุขรู้สึกว่ามีอะไรมาไต่ที่ขา ขากระตุกหรือบางทีกระตุกที่แขน มักเกิดขึ้นเฉพาะเวลากลางคืน ทำให้ต้องขยับขา ลุกเดิน นอนไม่หลับ ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์


สาเหตุของอาการขาอยู่ไม่สุข

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของอาการขาอยู่ไม่สุข เกิดจากสารเคมีที่สมองสร้างที่เรียกว่าโดพามีนมีปริมาณน้อยลง โดยอาจเป็นจากภาวะความเจ็บป่วยบางอย่าง 
เช่น โรคพาร์กินสัน หรือการได้รับยาที่ทำให้โดพามีนในร่างกายลดลง หรือระบบรักษาสมดุลของธาตุเหล็กในร่างกายผิดปกติ ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ โดยจะได้รับการประเมินภาวะซีด ภาวะการขาดธาตุเหล็ก การทำงานของไต และระบบประสาท เพื่อหาสาเหตุก่อนเริ่มให้การรักษา 


การรักษาอาการขาอยู่ไม่สุข

ยาที่ใช้รักษาอาการขาอยู่ไม่สุข เพื่อเพิ่มสารโดพามีนในกระแสเลือด ลดอาการผิดปกติที่ขาและขากระตุก ดังนั้นผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองถึงแม้ว่า อาการขากระตุกหรือขาอยู่ไม่สุขดังกล่าว จะเป็นอาการที่ไม่อันตราย 
แต่จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตในการนอนลดลงทำให้นอนไม่หลับ จึงควรควบคุมอาการเพื่อให้คุณภาพชีวิตการนอนดีขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจประเมินและพาคนใกล้ชิด มาพบแพทย์ด้วยเพื่อจะได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการรักษา
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมนูไข่ ทานอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เมนูไข่ ทานอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด


ไข่ขนาดใหญ่หนึ่งฟอง มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น 13 ชนิดและโปรตีนคุณภาพสูงทั้งหมด 70 แคลอรี่ สามารถมีบทบาทในการควบคุมน้ำหนัก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การตั้งครรภ์ที่มีคุณภาพ การทำงานของสมอง สุขภาพของดวงตาและอื่นๆ อีกมากมาย

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง และผู้สูงอายุ ต้องระวังเรื่องการบริโภคไข่เป็นพิเศษ และควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์หรือบริโภคแค่ไข่ขาวเท่านั้น




ประโยชน์ของไข่ คนเรากินไข่ได้วันละกี่ฟอง

ไข่อาจมีปริมาณคลอเรสเตอรอลค่อนข้างสูง แต่ไม่มีผลกระทบต่อระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมายรวมไปถึง

วิตามินเอ วิตามิน B และ B-12 วิตามินดี ไอโอดีน โฟเลต โอเมก้า – 3  อีกทั้ง “ไข่” ยังมีราคาไม่แพง หาซื้อง่าย และวิธีที่ดีที่สุดในการกินไข่คือการต้ม  การรับประทานไข่วันละหนึ่งถึงสามฟอง มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง แต่จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


การกินไข่ กับโรคเบาหวานชนิดที่ 2  

จากการศึกษาแบบสุ่มในผู้ที่มีภาวะ metabolic syndrome แสดงให้เห็นว่าผู้ที่บริโภคไข่ 3 ฟองต่อวัน ส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ในเรื่องของ HDL-cholesterol, insulin sensitivity และอีกกรณีศึกษาเกี่ยวกับการลดน้ำหนักแบบควบคุมในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้รับการวินิจฉัยพบว่า ไขมันและกลูโคสดีขึ้นหลังจากบริโภคไข่วันละ 2 ฟองเป็นเวลา 12 สัปดาห์ อาหารเช้าที่ทำจากไข่อุดมไปด้วยโปรตีน (พลังงาน 35%; โปรตีนไข่ 26.1 กรัม) จะช่วยส่งเสริมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2


การกินไข่ กับโรคอ้วน 

โรคอ้วนถือเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดได้จากหลายปัจจัยและซับซ้อน คำแนะนำในปัจจุบันสำหรับการควบคุมน้ำหนักคือการส่งเสริมการออกกำลังกายพร้อมกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยรวมถึงธัญพืช ผลไม้ ผัก โปรตีน และ ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำหรือปราศจากไขมัน อีกทั้งบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงจากไข่ที่ส่งผลต่อความอิ่ม ในขณะเดียวกันก็มีผลต่อการลดน้ำหนักด้วย

ในวัยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่นิยมรับประทานเบเกิล และไข่เป็นอาหารเช้า แสดงให้เห็นว่าผู้ที่บริโภคไข่รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีดัชนีมวลกายลดลง 61% และน้ำหนักลดลง 65% จากการทดลองเป็นระยะเวลา 3 เดือนในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้ที่บริโภคไข่ 2 ฟองต่อวันเป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์นั้นมีรายงานว่าความหิวนั้นลดลงและรู้สึกอิ่มเร็วมากขึ้นกว่าผู้ที่บริโภคไข่ น้อยกว่า 2 ฟองต่อสัปดาห์


กลุ่มคนที่ต้องระวังการบริโภคไข่

คนที่ต้องระวังเรื่องการบริโภคไข่เป็นพิเศษ และควรบริโภคไข่ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์หรือบริโภคแค่ไข่ขาวเท่านั้น ได้แก่

- ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

- ผู้สูงอายุ

ผู้ป่วยไขมันในเลือด

ไข่ มีประโยชน์ แต่ก็ควรเลือกกินให้ถูกโดยเฉพาะกรรมวิธีในการประกอบอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงการทอดด้วยน้ำมันเพราะอาจทำให้ระดับคอเลสตอรอลสูงได้ แทนที่จะได้ประโยชน์ กลับกลายเป็นเกิดโทษ จากการบริโภคไข่แทน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เคล็ดลับ กินอย่างไรไม่ให้อ้วน


1.ทานอาหารเช้าเป็นประจำเพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น

2.การเลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น

3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมันอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูงวัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น


6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน

7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ

ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนม ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนะนำ เคล็ดลับการทานอาหาร และออกกำลังกาย